Google
 

Health

เห็นช่วงนี้มี Tag หัวนม

ก็เลยไปเจอบทความนึงมา เอามาเล่าสู่กันฟัง

ทำ​​​ไม​​​ผู้​​​ชาย​​​ถึง​​​มีหัวนม​​

มีหนังสือ​​​อยู่​​​เล่มหนึ่งน่าอ่านมากชื่อว่า​​ "Why Do Men Have Nipples" ​​ที่​​​โปรยหัวหนังสือว่า​​ ​​ร้อยคำ​​​ถามที่คุณอยากถามหมอ​​ ​​หลัง​​​จาก​​​กระดกมาร์ตินี่ลงท้องไปสามแก้ว​​ ​​เขียน​​​โดย​​ ​​มาร์ค​​ ​​เลเนีย์​​

หนังสือเล่มนี้ตั้งคำ​​​ถามชวนขำ​​ ​​แต่ก็อดที่​​​จะ​​​อยากรู้คำ​​​ตอบ​​​ไม่​​​ได้​​​ตามประสามนุษย์ช่างซอกแซกอยากรู้​​ ​​เลนีย์มักตั้งคำ​​​ถามแปลกๆ​​ ​​อย่างเช่น​​ ​​คนเราดื่มฉี่ตัวเอง​​​ได้​​​จริง​​​หรือ​​ ​​ทำ​​​ไมดื่มมิลค์​​​เชค​​​แล้ว​​​ถึง​​​เย็นจนหัว​​​จะ​​​ระ​​​เบิด​​ ​​และ​​​ที่​​​เด็ดที่สุดจน​​​ต้อง​​​ตั้ง​​​เป็น​​​ชื่อเรื่องก็คือ​​ ​​ทำ​​​ไม​​​ผู้​​​ชาย​​​ต้อง​​​มีหัวนม​​​ด้วย​​ !!!

นั่นนะซิ​​ ​​ทำ​​​ไม​​​ผู้​​​ชาย​​​ถึง​​​ต้อง​​​มีหัวนม​​​ด้วย​​​ล่ะ​​ ​​ทั้ง​​​ที่​​​ไม่​​​มีนม​​​ให้​​​ลูกกิน​​

คำ​​​ตอบก็คือ​​ ​ตัวอ่อนเพศชาย​​​และ​​​เพศหญิงต่างก็มี​​​เนื้อเยื่อ​​​และ​​​อวัยวะ​​​เหมือน​​​กัน​ ​​ส่วน​​​พัฒนาการต่อมา​​​ให้​​​มีลักษณะของเพศชาย​​​และ​​​หญิงขึ้น​​​อยู่​​​กับ​​ "พิมพ์​​​เขียว" ​​ที่​​​ได้​​​รับ​​​เป็น​​​พิมพ์​​​ผู้​​​ชาย​​​หรือ​​​ผู้​​​หญิง​​ ​​ดัง​​​นั้น​​ ​​ไม่​​​ว่า​​​ผู้​​​ชาย​​​หรือ​​​ผู้​​​หญิงก็มีหัวนม​​​ด้วย​​​กัน​​​ทั้ง​​​คู่​​ ​​นอก​​​จาก​​​นี้​​​ยัง​​​เป็น​​​ผลมา​​​จาก​​​ยีน​​ ​โครโมโซมวาย​​ ​และ​​​ฮอร์​​​โมนเพศชายที่ทำ​​​ให้​​​ตัวอ่อนมีลักษณะของเพศชาย​​ ​​เช่น​​ ​​เทสโทสเตอโรนทำ​​​ให้​​​เกิด​​​ผู้​​​ชายมีองคชาต​​ ​​และ​​​ลูกหมาก​​ ​​ส่วน​​​หัวนม​​​เป็น​​​อวัยวะพื้นฐานที่มี​​​อยู่​​​แล้ว​​​ตั้งแต่ตัวอ่อนเริ่มพัฒนาการ​​

ใน​​​ทางการแพทย์​​​แล้ว​​ ​​ผู้​​​ชายอาจมีน้ำ​​​นม​​​และ​​​เป็น​​​มะ​​​เร็งเต้านม​​​ได้​​​เหมือน​​​กัน​​ ​​ผู้​​​ชายทุกคนมีฮอร์​​​โมนเอสโตรเจน​​ ​​ซึ่ง​​​เป็น​​​ฮอร์​​​โมนเพศหญิง​​​อยู่​​​ทุกคนแต่​​​ไม่​​​มากนัก​​ ​​ถ้า​​​ผู้​​​ชายเกิดป่วย​​ ​​หรือ​​​มีอาการอย่าง​​​ใด​​​อย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อฮอร์​​​โมน​​ ​​เนื้อเยื่อที่หน้าอก​​​ผู้​​​ชายอาจขยายนูนขึ้น​​ ​​และ​​​มีน้ำ​​​นม​​​ได้​​​เหมือน​​​กัน​​ ​​แพทย์​​​จะ​​​เรียกอาการดังกล่าวว่า​​ Gynacomastia ​​พบ​​​ได้​​​ใน​​​กลุ่มวัยรุ่น​​ ​​เป็น​​​ช่วงที่ฮอร์​​​โมน​​​ใน​​​ร่างกายผันผวนมาก​​ ​​และ​​​อาจพบ​​​ได้​​​ใน​​​กลุ่ม​​​ผู้​​​ชายที่​​​เป็น​​​โรคตับ​​ ​​และ​​​ติดสุรา​​

สำ​​​หรับ​​ ​​สง่า​​ ​​ดามาพงษ์​​ ​​นักโภชนาการ​​​และ​​​นักวิชาการสาธารณสุข​​ 9 ​​กรมอนามัย​​ ​​กระทรวงสาธารณสุข​​ ​​ให้​​​คำ​​​ตอบ​​​ใน​​​เวอร์ชั่นเชิงสังคมว่า​​ ​​ถึง​​​แม้ธรรมชาติ​​​จะ​​​สร้างเต้าที่มีน้ำ​​​นมมา​​​ให้​​​ผู้​​​หญิง​​ ​​แต่ก็ธรรมชาติก็​​​ไม่​​​ได้​​​ฟันธงว่าพ่อ​​​และ​​​คน​​​อื่นๆ​​ ​​จะ​​​ไม่​​​สามารถ​​​ช่วย​​​เลี้ยงลูก​​​ได้​​ ​​คนที่​​​สามารถ​​​เข้า​​​มามีบทบาทเลี้ยงดูลูก​​​ได้​​​ดี​​​ไม่​​​แพ้​​​แม่ก็คือ​​ ​​พ่อ​​​และ​​​ปู่ย่า​​ ​​ตายาย​​ ​​ลุงป้า​​ ​​น้าอา​​ ​​ซึ่ง​​​เปรียบเสมือนบอดี้การ์ดคอยปกป้องตั้งแต่​​​เด็กน้อย​​​ยัง​​​ฝังตัว​​​อยู่​​​ใน​​​ท้องแม่​​

"หลัง​​​จาก​​​ที่​​​เด็กลืมตาดู​​​โลก​​ ​​การดู​​​แลเอา​​​ใจ​​​ใส่​​​อย่าง​​​ใกล้​​​ชิด​​​จาก​​​ผู้​​​เป็น​​​พ่อมี​​​ความ​​​สำ​​​คัญ​​​ไม่​​​น้อยไปกว่า​​​ผู้​​​เป็น​​​แม่​​​ซึ่ง​​​อุ้มท้องมานานนับ​​ 9 ​​เดือน​​ ​​เพราะ​​​หากพ่อดู​​​แลแม่​​​ให้​​​มีร่างกาย​​​และ​​​สุขภาพจิตที่​​​แจ่มใส​​ ​​ลูกก็​​​จะ​​​มีสุขภาพที่​​​แข็งแรงไป​​​ด้วย"​​ ​​นักวิชาการกระทรวงสาธารณสุข​​ ​​ให้​​​ความ​​​เห็น​​​ใน​​​ฐานะตัวแทน​​​ผู้​​​ชาย​​

น้ำ​​​นมของแม่​​​เป็น​​​สิ่งที่จำ​​​เป็น​​​อันดับ​​ 1 ​​สำ​​​หรับลูก​​ ​​เนื่อง​​​จาก​​​น้ำ​​​นมแม่​​​เป็น​​​ภูมิคุ้ม​​​กัน​​​ชั้นเลิศที่คอยคุ้มครองเด็กทารก​​​จาก​​​สารพันเชื้อโรครอบตัว​​​จาก​​​การสัมผัสทางผิวหนัง​​ ​​และ​​​การเล็ดลอด​​​เข้า​​​สู่ระบบทางเดินอาหาร​​ ​​สารภูมิคุ้ม​​​กัน​​​ใน​​​น้ำ​​​นมเปรียบเสมือนวัคซีนเข็มแรกของชีวิต​​ ​​หรือ​​​นายทหารด่านแรก​​​ใน​​​การปกป้องเชื้อ​​​อื่นๆ​​ ​​ที่ลูกอาจ​​​ได้​​​รับ​​​จาก​​​สิ่งแวดล้อม​​ ​​ดัง​​​นั้น​​ ​​การแยกแม่​​​และ​​​ลูก​​​จาก​​​กัน​​ ​​จะ​​​ทำ​​​ให้​​​ลูกเสียโอกาสสร้างภูมิคุ้ม​​​กัน​​​นี้​​​ไป​​​ได้​​

ผู้​​​เป็น​​​พ่อ​​​สามารถ​​​เข้า​​​มา​​​ช่วย​​​เลี้ยงดูลูก​​​ได้​​​เนื่อง​​​จาก​​​พ่อ​​​เป็น​​​ผู้​​​ที่​​​อยู่​​​ใกล้​​​ชิดแม่​​​และ​​​ลูกที่สุด​​​อยู่​​​แล้ว​​ ​​เริ่ม​​​จาก​​​การ​​​ให้​​​กำ​​​ลังใจ​​​ผู้​​​เป็น​​​แม่​​​ให้​​​มี​​​ความ​​​มานะอดทน​​ ​​โดย​​​เฉพาะ​​​ใน​​​ระยะ​​ 6 ​​เดือนแรกที่ควร​​​ให้​​​นมของแม่​​​เพียงอย่างเดียว​​ ​​และ​​​ยิ่ง​​​ถ้า​​​พ่อคนไหนยืนยัน​​​เป็น​​​มั่นเหมาะ​​​ด้วย​​​คำ​​​ว่า​​ “​​เธอเลี้ยงลูกนะฉัน​​​จะ​​​ช่วย​​​เธอเอง​​” ​​เพียง​​​เท่า​​​นี้พลัง​​​และ​​​กำ​​​ลังใจ​​​ใน​​​การเลี้ยงลูกของแม่ก็​​​จะ​​​พุ่งสูงปรี๊ดจนยั้ง​​​ไม่​​​อยู่​​​ที​​​เดียว​​

ผู้​​​หญิงที่​​​อยู่​​​ใน​​​ช่วง​​​ให้​​​นมลูกหากมี​​​เรื่องที่​​​ต้อง​​​คอยกังวล​​ ​​หรือ​​​เครียด​​ ​​เช่น​​ ​​เรื่องงานบ้าน​​ ​​ไม่​​​ว่า​​​จะ​​​เป็น​​​การปัดกวาด​​ ​​เช็ดถู​​ ​​รวม​​​ทั้ง​​​ต้อง​​​ทำ​​​กับ​​​ข้าวเตรียม​​​ให้​​​แก่พ่อบ้าน​​ ​​ปริมาณน้ำ​​​นมที่ร่างกายผลิต​​​ได้​​​จะ​​​มีปริมาณที่ลดน้อยลงๆ​​ ​​จนกระทั่งแห้งไป​​​ใน​​​ที่สุด​​

สามี​​​สามารถ​​​ช่วย​​​แบ่งเบาภาระภรรยา​​​ได้​​​ด้วย​​​การ​​​เข้า​​​มา​​​ช่วย​​​ดู​​​แล​​​ใน​​​เรื่องงานบ้านงานเรือนต่างๆ​​ ​​เช่น​​ ​​ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน​​ ​​ซักผ้า​​ ​​ล้างจาน​​ ​​ช่วย​​​ดู​​​แลลูกยามที่​​​แม่​​​ต้อง​​​ทำ​​​ธุระอย่าง​​​อื่น​​ ​​ซักเสื้อผ้าลูก​​ ​​อาบน้ำ​​​ให้​​​ลูก​​ ​​เพื่อผ่อนภาระหน้าที่ของ​​​ผู้​​​เป็น​​​แม่​​​ให้​​​เบาบางลง​​ ​​เพียง​​​เท่า​​​นี้​​ ​​ก็​​​ช่วย​​​ให้​​​ภรรยาผ่อนคลาย​​​และ​​​มีน้ำ​​​นมมา​​​เลี้ยงลูก​​​ได้​​​อย่างสม่ำ​​​เสมอ​​

นอก​​​จาก​​​นี้​​ ​​ช่วงที่หมอ​​​หรือ​​​พยาบาลแนะนำ​​​วิธีการเลี้ยงดูลูกน้อย​​ ​​พ่อก็ควรรับฟังพร้อม​​​กับ​​​แม่​​​ด้วย​​ ​​เพื่อ​​​สามารถ​​​นำ​​​ไปปฏิบัติ​​​เอง​​​หรือ​​​คอยแนะนำ​​​แม่อีกขั้นตอนหนึ่งหากแม่ทำ​​​อะ​​​ไร​​​ไม่​​​ถูกรวม​​​ถึง​​​ควรศึกษาตำ​​​รับตำ​​​รา​​​ความ​​​รู้​​​เกี่ยว​​​กับ​​​วิธีการเลี้ยงลูกเพิ่มเติม​​​ด้วย​​​เพื่อ​​​เป็น​​​การ​​​ช่วย​​​เหลือคุณแม่อีกทางหนึ่ง​​

“​​สิ่งสำ​​​คัญที่​​​ต้อง​​​ทำ​​​หลังมีลูก​​​แล้ว​​​คือ​​ ​​ทั้ง​​​พ่อ​​​และ​​​แม่​​​ต้อง​​​ลืมบทบาทหน้าที่​​​ใน​​​แต่​​​โบราณกาล​​ ​​ที่กำ​​​หนดว่า​​​ผู้​​​หญิง​​​เป็น​​​ผู้​​​ที่​​​ต้อง​​​เลี้ยงลูก​​ ​​อยู่​​​กับ​​​บ้านทำ​​​งานบ้าน​​​ไม่​​​ออกไปไหน​​ ​​ณ​​ ​​วันนี้​​​ไม่​​​ใช่​​​อีก​​​แล้ว​​ ​​เพราะ​​​สมัยนี้​​​เป็น​​​ยุคที่ทุกคน​​​ต้อง​​​ปากกัดตีนถีบ​​ ​​ไม่​​​ใช่​​​โลกที่​​​ผู้​​​หญิง​​​ต้อง​​​อยู่​​​กับ​​​เหย้า​​​เฝ้า​​​กับ​​​เรือนอีกต่อไป​​ ​​แต่​​​เป็น​​​ยุคที่​​​ทั้ง​​​พ่อ​​​และ​​​แม่​​ ​​ต่าง​​​ต้อง​​​ออกไปทำ​​​งานนอกบ้าน​​ ​​เพื่อหาราย​​​ได้​​​มา​​​เลี้ยงลูก​​ ​​แล้ว​​​จึง​​​ร่วม​​​กัน​​​สั่งสอน​​​ให้​​​เขา​​​เติบโตมา​​​เป็น​​​คนที่ดีของสังคม​​​ให้​​​ได้​​” ​​นักโภชนาการ​​ ​​กล่าว​​

ประสบการณ์ที่​​​เลี้ยงลูก​​​ด้วย​​​นมแม่ติดต่อ​​​กัน​​​จนกระทั่งลูกมีอายุ​​ 1 ​​ปี​​ 3 ​​เดือน​​ ​​รวม​​​ทั้ง​​​พ่อเองก็ดู​​​แลลูกอย่าง​​​ใกล้​​​ชิด​​ ​​และ​​​เป็น​​​ตัวอย่างที่ดี​​​ให้​​​แก่ลูก​​ ​​ผลพวงที่​​​ได้​​​คือลูกเติบโตขึ้นมา​​​เป็น​​​เด็กดี​​ ​​ว่านอนสอนง่าย​​ ​​อารมณ์ดี​​ ​​มีจิตใจดีงาม​​ ​​เอื้ออาทร​​​ไม่​​​เห็นแก่ตัว​​ ​​เข้า​​​กับ​​​เพื่อน​​​ได้​​​ง่าย​​ ​​และ​​​มีพัฒนาการด้านสมองที่​​​เรียนรู้​​​เร็ว​​ ​​ไม่​​​เอา​​​เปรียบคน​​​อื่น​​ ​​การเจริญเติบโต​​​เป็น​​​ไปอย่างมีประสิทธิภาพ​​

นักโภชนาการ​​​และ​​​นักวิชาการสาธารณสุข​​ ​​บอกอีกว่า​​ ​​การ​​​จะ​​​ฟูมฟักชีวิตหนึ่ง​​​ให้​​​เกิดมา​​​เติบ​​​ใหญ่​​​เป็น​​​คนดีของสังคม​​ ​​พ่อแม่​​​และ​​​ผู้​​​คนรอบข้าง​​​ต้อง​​​ช่วย​​​กัน​​​หล่อหลอม​​ ​​ไม่​​​ใช่​​​ยัดเยียดหน้าที่​​​ให้​​​คนหนึ่งคน​​​ใด​​​เพียงคนเดียว​​ ​​เพราะ​​​เหนือสิ่ง​​​อื่น​​​ใด​​​แล้ว​​​ไม่​​​ว่าลูกเรียนหนังสือเก่ง​​​หรือ​​​ไม่​​​เก่งก็​​​ไม่​​​สำ​​​คัญ​​ ​​เท่า​​​กับ​​​การที่​​​เขา​​​เจริญเติบโต​​​เป็น​​​ผู้​​​ใหญ่​​​ที่มี​​​ความ​​​รับผิดชอบต่อสังคม​​

"ทุกวันนี้สังคมไทยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ​​ ​​และ​​​มองว่า​​​เด็กที่มีปัญหา​​​เกกมะ​​​เหรกเกเร​​ ​​ติดยา​​ ​​ติดเกม​​ ​​เป็น​​​เด็กที่​​​ไม่​​​ใฝ่ดี​​​ไม่​​​เอา​​​ไหน​​ ​​ซึ่ง​​​ใน​​​ความ​​​เป็น​​​จริง​​​แล้ว​​​การกระทำ​​​ดังกล่าว​​ ​​มีที่มา​​​จาก​​​การเลี้ยงดูที่ผิดวิธีของพ่อแม่​​​และ​​​คน​​​ใน​​​ครอบครัวนั่นเอง"

หากเด็ก​​​ได้​​​รับการเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี​​ ​​ไม่​​​ว่า​​​เด็ก​​​จะ​​​เติบโตมา​​​จาก​​​ครอบครัวที่ร่ำ​​​รวย​​ ​​หรือ​​​ไม่​​​มี​​​แม้ข้าวสาร​​​จะ​​​กรอกหม้อ​​ ​​ก็​​​สามารถ​​​เติบโตมา​​​เป็น​​​คนดีของสังคม​​​ได้​​​ไม่​​​ต่าง​​​กัน​​​เลย​​

credit : http://www.healthcorners.com/2007/news/Read.php?id=2813

 

edit @ 17 May 2008 09:10:26 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

สารพัดวิธีลดน้ำหนัก

posted on 21 May 2008 02:54 by shuu  in Health

ลองอ่านจากหนังสือเรื่อง Natural Cures แล้วเลยเอามาแบ่งปันครับในหัวข้อ

How to Lose Weight Effortlessly and Keep It Off Forever

วิธีลดน้ำหนักและรักษาให้ัน้ำหนักคงเดิม

1. ดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอน เพื่อให้ร่่างกายเริ่มกระบวนการเมตาบอลิซึม และทำความสะอาด

2. ทานข้าวเช้าเยอะๆ

ทานไปเถอะครับทานแบบราชาไปเลย และที่แนะนำควรเป็นผัก ผลไม้ Organic เช่น แอปเปิ้ล,แพร์,เบอรี่,กีวี่,สัปปะรด,เกรฟฟรุต,พลัม,พีช,พรุน,มะเืดื่อ,ข้าวไร,เนยสดแท้,นมสด,โยเกิร์ต(ไม่ใส่น้ำตาล),ปลาซัลม่อนย่างไม่สุกไปไม่ดิบไป และเนื้อสัตว์ที่ Organic (ไม่ฉีดฮอร์โมนแบบ Growth Hormone เพราะทำให้ร่างเราโตเร็วด้วย),นม,ผัก Organic

3.ดื่มน้ำทุกวันๆละ 8 แก้ว

 

4. เดินวันละ 1 ชม.แบบไม่หยุดเดิน

5. อย่าทานอะไรหลัง 6 โมงเย็น

ุ6. ใช้วิธีลดน้ำหนักแบบ candida cleanse อ่านรายละเอียดได้ที่ www.lifeforceplan.com

7. ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่เสมอ โดยการกินอาหารประเภทเส้นใยเยอะๆ เช่น ข้าวโพด อะเซโรร่า มะละกอ ผักต่างๆ

8. ทานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (organic virgin unrefine )คาดว่าคงมกรดไขมัน CLA อยู่? ไม่แน่ใจ

9. อบซาวน่าแบบอินฟราเรด

10. ทาน grapefruit ที่เป็น Organic ทุกวัน

11. งดเว้นพวกสารเติมความหวานเทียม (พบมากใน Coke Zero) เพราะของพวกนี้มีพลังงานเช่นกัน แต่น้อย แต่เมื่อทานมากๆจะติดนิสัย และทำให้ได้พลังงานเท่ากับน้ำตาลธรรมดา

12. งดเว้นอาหารใส่ผงชูรส

13. กินพวกเอนไซม์ช่วยย่อย ในกรณีที่ท้องแน่น

14. งดเว้นพวกอาหารลดความอ้วน หรือโซดาบางประเภทที่ใช้คุมน้ำหนัก (เช่น Coke Lite,Coke Zero)

15. งดฟาสต์ฺฟู้ดและพวกอาหารเฟรนส์ไชส์ เพราะกรรมวิธีการเปลี่ยนแปลงอาหาร (อบไมโครเวฟ,ทอด) ทำให้มีไขมันอิ่มตัวสูง

16. งดพวกน้ำเชื่อมที่มีน้ำตาลฟรุกโตส

17. ใช้น้ำตาลแดง ดีกว่าใช้น้ำตาลหรือแป้งขาวฟอกขาว

18. ทานแอปเปิ้ลแบบออร์แกนิคทุกวัน ดังคำกล่าวว่า ทานแอปเปิ้ลวันละผลไม่ต้องไปหาหมอ

19. ทานเนื้อที่ Organic ทั้ง เนื้อ,เป็ดไก่,ปลา

20. หลีกเลี่ยงพวกผลิตภัณฑ์จากนม

21. รักษาตับอยู่เสมอ งดพวกเหล้า แอลกอฮอล์

22. ถ้าให้ดี มื้อเย็น มื้อเที่ยง ควรทานสลัดเยอะๆ แทนข้าว

23. กระโดดบ่อยๆ เช่น กระโดดเชือก เพราะจะเพิ่มส่วนสูงให้ด้วย

24. ใส่เครื่องปรุงเผ็ดๆในอาหาร

25.ทานน้ำแอปเปิ้ลหล้ังอาหาร ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันจากร่างกาย

26. หายใจยาวๆ เพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน

27. สวมแหวนแม่เหล็กที่นิ้ว

28.เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เช่นเล่น โยคะ กังฟู ไทเก๊ก หรือกายบริหารปกติ

29. คุมอาหาร ต้องใช้ใจในการทานสิ่งที่ไม่ชอบและอดสิ่งที่ชอบ

30. ห้ามใจบ้าง

31. ลดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เร่งรีบ และถ้าไม่หิวก็ไม่ควรกินอะไรระหว่างนี้

 

อ่านๆมา ยากจรีิงแฮะ สิ่งสำคัญสุดไงๆก็ใจอยู่ดี

ผักออร์แกนิค ใครจะหาได้น่ะ เดี็ยวนี้ปนเปื้อนเต็มไปหมดเลย

 

เทคนิคง่ายๆที่นำมาอดใจ ให้เอารูปผักไปใช้เป็น Wallpaper คอมครับ แล้วมองมันทุกวัน มันจะได้ฝังในจิตใจเรา

http://www.wallpaperlink.com/images/wallpaper/2007/0712/04180x.jpg

โหลดรูปวอลเปเปอร์ผักจากเว็บนี้เลยครับ :P

edit @ 21 May 2008 03:37:05 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

edit @ 21 May 2008 03:38:40 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

ข้าวแพง น้ำตาลแพง น้ำมันแพง

 


 

เห็นหลายที่บ่นกันมาก สินค้าก็ขาดตลาดในบางที่ แม้แต่ในห้างขนาดใหญ่แบบโลตัสยังต้องจำกัดการซื้อ

อันที่จริงแล้ว การที่ข้าวแพง น้ำตาลแพง น้ำมันแพง ทำให้ผมเห็นโอกาสใหม่ๆเกิดขึ้น

ข้าวแพง น้ำตาลแพง อาจจะทำให้คนไทยลดอัตราความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ เพราะข้าวนั้นมีแป้งเยอะมากโดยเฉพาะขาวสีขาว การกินข้าวเป็นคาโบไฮเดรตก็จริง ให้พลังงาน แต่ด้วยวิถีชีวิตของคนเมืองที่ไม่ได้ทำงานอะไรที่ออกแรงมาก เราน่าจะเปลี่ยนจากการทานข้าว แป้ง น้ำตาลเป็นอย่างอื่นที่ราคาถูกกว่า .... ไม่ได้พูดเล่นนะครับ ลองดูว่าจริงๆแล้วแป้งกับน้ำตาลนี่แหละเป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่แท้จริง และทำให้ร่างกายแก่เร็วด้วย... แต่ไขมันนั้น ไม่ได้ทำให้อ้วนเท่าแป้ง แต่ทำให้ไขมันในเลือด หรือคอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัว ส่วนแป้งเมื่อทานแล้วไม่ได้ใช้ก็ไปสะสมในร่างกายในรูปไขมัน

 

เพราะงั้น แป้งจากข้าว น้ำตาล นี่แหละตัวดีที่ทำให้อ้วน!!!!และแก่เร็ว.เป็นเบาหวานได้ด้วย

การย่อยแป้งน้ำตาลนี่แหละทำให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้ผิวบางคนขรุขระๆ ดูน่ากลัวเวลาเจอในรถเมลล์ เห็นแล้ว ยี้ๆๆๆๆๆ

การที่แพงขึ้นเป็นโอกาสดีที่เราได้เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยอาจจะลดข้าวให้น้อยลง ขนมที่มีน้ำตาลลดๆบ้างก็ดี อ้วนเปล่าๆ แก่เร็วอีกด้วยแน่ะ หันมาทานของดีราคาถูกดีกว่า เช่น ปลาทูนึ่ง DHA/EPA เยอะมาก ประมาณ 2-3ตัวอวบๆ อ้วนๆตัวละ 18 บาท พอๆกับ omega 3 ในรูปเม็ด !!

ที่จริง สมัครควรบ่นว่าข้าวแพง....ทานแกงเลียงดีกว่าส้มตำนะ^^'

ส้มตำมันมีเกลือกก้บน้ำตาล....น้ำตาลยิ่งกินคุณก็จะยิ่งหิว ยิ่งอยากกินต่อ

 

ข้าว แป้ง น้ำตาลนี่แหละตัวร้ายที่ทานแล้วอยากกินต่อในมื้อถัดไป ทำให้เกิดอาการติดแป้งโดยไม่รู้ตัว

ถามว่ารู้ได้ไง....ถ้าคุณอยากกินอะไรหวานๆหลังทานข้าวเพื่อล้างปาก แสดงว่าคุณเป็นอาการนั้นเรียบร้อยแล้ว

 

ปล. เอนทรี่นี้อาจจะโดนชาวนาเกลียดขี้หน้าได้ ต้องขออภัยอย่างยิ่ง แต่กำลังเสนอข้อเท็จจริงบางอย่างที่ควรจะยอมรับ เพราะไงๆข้าวก็ขายได้อยู่ดี คงมี 40% ที่อ่าน entry นี้

มี 20% อ่านจริงๆ และ 5% ไปลดแป้งจริงๆ

 

 

edit @ 10 Jun 2008 00:54:18 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)