ทำไมผู้ชายถึงมีหัวนม!
posted on 17 May 2008 09:01 by shuu in Health
เห็นช่วงนี้มี Tag หัวนม
ก็เลยไปเจอบทความนึงมา เอามาเล่าสู่กันฟัง
ทำไมผู้ชายถึงมีหัวนม
มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งน่าอ่านมากชื่อว่า "Why Do Men Have Nipples" ที่โปรยหัวหนังสือว่า ร้อยคำถามที่คุณอยากถามหมอ หลังจากกระดกมาร์ตินี่ลงท้องไปสามแก้ว เขียนโดย มาร์ค เลเนีย์
หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามชวนขำ แต่ก็อดที่จะอยากรู้คำตอบไม่ได้ตามประสามนุษย์ช่างซอกแซกอยากรู้ เลนีย์มักตั้งคำถามแปลกๆ อย่างเช่น คนเราดื่มฉี่ตัวเองได้จริงหรือ ทำไมดื่มมิลค์เชคแล้วถึงเย็นจนหัวจะระเบิด และที่เด็ดที่สุดจนต้องตั้งเป็นชื่อเรื่องก็คือ ทำไมผู้ชายต้องมีหัวนมด้วย !!!
นั่นนะซิ ทำไมผู้ชายถึงต้องมีหัวนมด้วยล่ะ ทั้งที่ไม่มีนมให้ลูกกิน
คำตอบก็คือ ตัวอ่อนเพศชายและเพศหญิงต่างก็มีเนื้อเยื่อและอวัยวะเหมือนกัน ส่วนพัฒนาการต่อมาให้มีลักษณะของเพศชายและหญิงขึ้นอยู่กับ "พิมพ์เขียว" ที่ได้รับเป็นพิมพ์ผู้ชายหรือผู้หญิง ดังนั้น ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงก็มีหัวนมด้วยกันทั้งคู่ นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากยีน โครโมโซมวาย และฮอร์โมนเพศชายที่ทำให้ตัวอ่อนมีลักษณะของเพศชาย เช่น เทสโทสเตอโรนทำให้เกิดผู้ชายมีองคชาต และลูกหมาก ส่วนหัวนมเป็นอวัยวะพื้นฐานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ตัวอ่อนเริ่มพัฒนาการ
ในทางการแพทย์แล้ว ผู้ชายอาจมีน้ำนมและเป็นมะเร็งเต้านมได้เหมือนกัน ผู้ชายทุกคนมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ทุกคนแต่ไม่มากนัก ถ้าผู้ชายเกิดป่วย หรือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อฮอร์โมน เนื้อเยื่อที่หน้าอกผู้ชายอาจขยายนูนขึ้น และมีน้ำนมได้เหมือนกัน แพทย์จะเรียกอาการดังกล่าวว่า Gynacomastia พบได้ในกลุ่มวัยรุ่น เป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายผันผวนมาก และอาจพบได้ในกลุ่มผู้ชายที่เป็นโรคตับ และติดสุรา
สำหรับ สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการและนักวิชาการสาธารณสุข 9 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้คำตอบในเวอร์ชั่นเชิงสังคมว่า ถึงแม้ธรรมชาติจะสร้างเต้าที่มีน้ำนมมาให้ผู้หญิง แต่ก็ธรรมชาติก็ไม่ได้ฟันธงว่าพ่อและคนอื่นๆ จะไม่สามารถช่วยเลี้ยงลูกได้ คนที่สามารถเข้ามามีบทบาทเลี้ยงดูลูกได้ดีไม่แพ้แม่ก็คือ พ่อและปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา ซึ่งเปรียบเสมือนบอดี้การ์ดคอยปกป้องตั้งแต่เด็กน้อยยังฝังตัวอยู่ในท้องแม่
"หลังจากที่เด็กลืมตาดูโลก การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากผู้เป็นพ่อมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผู้เป็นแม่ซึ่งอุ้มท้องมานานนับ 9 เดือน เพราะหากพ่อดูแลแม่ให้มีร่างกายและสุขภาพจิตที่แจ่มใส ลูกก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วย" นักวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นในฐานะตัวแทนผู้ชาย
น้ำนมของแม่เป็นสิ่งที่จำเป็นอันดับ 1 สำหรับลูก เนื่องจากน้ำนมแม่เป็นภูมิคุ้มกันชั้นเลิศที่คอยคุ้มครองเด็กทารกจากสารพันเชื้อโรครอบตัวจากการสัมผัสทางผิวหนัง และการเล็ดลอดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร สารภูมิคุ้มกันในน้ำนมเปรียบเสมือนวัคซีนเข็มแรกของชีวิต หรือนายทหารด่านแรกในการปกป้องเชื้ออื่นๆ ที่ลูกอาจได้รับจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การแยกแม่และลูกจากกัน จะทำให้ลูกเสียโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันนี้ไปได้
ผู้เป็นพ่อสามารถเข้ามาช่วยเลี้ยงดูลูกได้เนื่องจากพ่อเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดแม่และลูกที่สุดอยู่แล้ว เริ่มจากการให้กำลังใจผู้เป็นแม่ให้มีความมานะอดทน โดยเฉพาะในระยะ 6 เดือนแรกที่ควรให้นมของแม่เพียงอย่างเดียว และยิ่งถ้าพ่อคนไหนยืนยันเป็นมั่นเหมาะด้วยคำว่า “เธอเลี้ยงลูกนะฉันจะช่วยเธอเอง” เพียงเท่านี้พลังและกำลังใจในการเลี้ยงลูกของแม่ก็จะพุ่งสูงปรี๊ดจนยั้งไม่อยู่ทีเดียว
ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมลูกหากมีเรื่องที่ต้องคอยกังวล หรือเครียด เช่น เรื่องงานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการปัดกวาด เช็ดถู รวมทั้งต้องทำกับข้าวเตรียมให้แก่พ่อบ้าน ปริมาณน้ำนมที่ร่างกายผลิตได้จะมีปริมาณที่ลดน้อยลงๆ จนกระทั่งแห้งไปในที่สุด
สามีสามารถช่วยแบ่งเบาภาระภรรยาได้ด้วยการเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องงานบ้านงานเรือนต่างๆ เช่น ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ซักผ้า ล้างจาน ช่วยดูแลลูกยามที่แม่ต้องทำธุระอย่างอื่น ซักเสื้อผ้าลูก อาบน้ำให้ลูก เพื่อผ่อนภาระหน้าที่ของผู้เป็นแม่ให้เบาบางลง เพียงเท่านี้ ก็ช่วยให้ภรรยาผ่อนคลายและมีน้ำนมมาเลี้ยงลูกได้อย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ช่วงที่หมอหรือพยาบาลแนะนำวิธีการเลี้ยงดูลูกน้อย พ่อก็ควรรับฟังพร้อมกับแม่ด้วย เพื่อสามารถนำไปปฏิบัติเองหรือคอยแนะนำแม่อีกขั้นตอนหนึ่งหากแม่ทำอะไรไม่ถูกรวมถึงควรศึกษาตำรับตำราความรู้เกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกเพิ่มเติมด้วยเพื่อเป็นการช่วยเหลือคุณแม่อีกทางหนึ่ง
“สิ่งสำคัญที่ต้องทำหลังมีลูกแล้วคือ ทั้งพ่อและแม่ต้องลืมบทบาทหน้าที่ในแต่โบราณกาล ที่กำหนดว่าผู้หญิงเป็นผู้ที่ต้องเลี้ยงลูก อยู่กับบ้านทำงานบ้านไม่ออกไปไหน ณ วันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว เพราะสมัยนี้เป็นยุคที่ทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ ไม่ใช่โลกที่ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอีกต่อไป แต่เป็นยุคที่ทั้งพ่อและแม่ ต่างต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้มาเลี้ยงลูก แล้วจึงร่วมกันสั่งสอนให้เขาเติบโตมาเป็นคนที่ดีของสังคมให้ได้” นักโภชนาการ กล่าว
ประสบการณ์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ติดต่อกันจนกระทั่งลูกมีอายุ 1 ปี 3 เดือน รวมทั้งพ่อเองก็ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก ผลพวงที่ได้คือลูกเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย อารมณ์ดี มีจิตใจดีงาม เอื้ออาทรไม่เห็นแก่ตัว เข้ากับเพื่อนได้ง่าย และมีพัฒนาการด้านสมองที่เรียนรู้เร็ว ไม่เอาเปรียบคนอื่น การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
นักโภชนาการและนักวิชาการสาธารณสุข บอกอีกว่า การจะฟูมฟักชีวิตหนึ่งให้เกิดมาเติบใหญ่เป็นคนดีของสังคม พ่อแม่และผู้คนรอบข้างต้องช่วยกันหล่อหลอม ไม่ใช่ยัดเยียดหน้าที่ให้คนหนึ่งคนใดเพียงคนเดียว เพราะเหนือสิ่งอื่นใดแล้วไม่ว่าลูกเรียนหนังสือเก่งหรือไม่เก่งก็ไม่สำคัญ เท่ากับการที่เขาเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
"ทุกวันนี้สังคมไทยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และมองว่าเด็กที่มีปัญหาเกกมะเหรกเกเร ติดยา ติดเกม เป็นเด็กที่ไม่ใฝ่ดีไม่เอาไหน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการกระทำดังกล่าว มีที่มาจากการเลี้ยงดูที่ผิดวิธีของพ่อแม่และคนในครอบครัวนั่นเอง"
หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี ไม่ว่าเด็กจะเติบโตมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย หรือไม่มีแม้ข้าวสารจะกรอกหม้อ ก็สามารถเติบโตมาเป็นคนดีของสังคมได้ไม่ต่างกันเลย
credit : http://www.healthcorners.com/2007/news/Read.php?id=2813
edit @ 17 May 2008 09:10:26 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)