Credit  :NarutoProject 

 

 

 
 ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสองพ่อลูกคนโม่แป้งเป็นเจ้า ของโรงสีแต่ยากจนมากอยู่ครอบครัวหนึ่ง และปีนี้ด้วย จะเป็นเพราะเคราะห์หามยามร้าย บรรดาลให้ต้องหนักขึ้นมามากกว่าเก่าเข้าไปอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ จนแสนที่จะจนอยู่แล้ว และยังมาปีนี้ ด้วย ฝนฟ้าก็ไม่ยอมตกลงมาให้เลยสักนิด พื้นดินจึงเกิดความแห้ง แล้ง และจึงเป็นผลให้ต้นข้าวสาลีที่เมื่อก่อนพอจะมีพวกชาวนานำมาโม่เป็นแป้งนั้น อยู่บ้าง ก็เกิดเหี่ยวเฉาและ ตายเสียจนหมดทุกไร่ไป สองพ่อลูกจึงต้องหนักใจด้วยไม่มีใครนำข้าวสาลีมาสีเป็นแป้งเลยสักเจ้าเดียว ลูกชายได้พูดบอกกับพ่อว่า " พ่อ ๆ แม้แต่แป้งที่จะมาทำเป็นขนมปังใช้กินกัน ก็หมดแล้วนะ จะทำยังไงดีล่ะ " พ่อจึงพูดขึ้นว่า " ต้นสาลีก็ตายหมด ไม่มีใครจะเอามาโม่แล้วด้วย เฮ่อ..กลุ่มใจดีแหละ แต่..เดียวก่อน เรายังมีลาอยู่นี่ไง ไม่มีแป้งโม่ เจ้าลานี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี
เอาลานี่ไปขายแลกเอาเงินมาใช้กินกันดีกว่า "

 
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว สองพ่อลูกจึงตัดสินใจที่จะนำลาตัวนั้นไปขายเสียที่ในเมือง ชายเจ้าของโรงสีและลูกชาย จูงลาเดินไปตามทางเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อน แดดก็เปรี้ยงเสียด้วยวันนั้น สองพ่อลูกเดินจูงลาและเช็ดเหงื่อที่ไหล ย้อยลงมาอย่างไม่ยอมหยุดและเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับพวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังซักผ้ากันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ผู้หญิงในกลุ่มนั้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "ดูนั่นซิ" และยังชี้มือมาทางเจ้าของ โรงสี และลูกชาย " ช่างโง่ชะมัดเลยทั้งสองคน....เธอว่าไหม ?"




เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นึกโมโหที่เดินอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาว่า " ว่าโง่ชะมัด " อย่างนั้น จึงตะโกนถาม ผู้หญิงคนที่พูดขึ้นนั้นว่า " ทำไมการเดินจูงลาแล้วจะต้องเป็นคนที่โง่ชะมัดอย่างที่หล่อนว่านั้นด้วยเล่า ? " ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดว่า " ก็ถ้าเป็นคนที่ฉลาด ๆละก็ ก็คงจะไม่ยอมเดินคลุกฝุ่นอย่างนั้นอยู่ได้น่ะสิ ทั้งๆที่คน หนึ่งน่าจะขี่หลังลา นั่งให้สบาย ๆ แต่ไม่ยักกะทำ พวกเราถึงได้ว่า ว่าโง่ชะมัดยังไงเล่า?"

ผู้พ่อเมื่อได้ฟัง ดังนั้นก็เห็นด้วยกับผู้หญิงคนที่พูดนั้น เขาจึงบอกกับลูกชายว่า " ที่ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ถูกนะ ลูกขึ้นไปขี่ลาเถิด มา ขึ้นมา" ว่าแล้วเขาก็ช่วยลูกชายให้ขึ้นนั่งบนหลังลา แล้วทั้งสองคนเดินก็ทางกันต่อไป ในไม่ช้า สองพ่อลูก ก็พบหญิงชรานางหนึ่งมือถือไม้เท้า และกำลังจะเดินสวนทางมาทางสองพ่อลูกเข้าอีก

 
หญิงชรานางนั้นเมื่อเดินสวนมาถึงที่ใกล้ ๆ กับสองพ่อลูก แล้วอยู่ ๆ นางก็ยกไม้เท้าที่ถือมาในมือนั้นขึ้นเคาะไปที่ หัวของลูกชายที่นั่งอยู่บนหลังลาดัง " ป๊อก " แล้วพูดอย่างโมโหฉุนเฉียวว่า " อ้าย คนเนรคุณ ! จอมขี้เกียจ สันหลังยาว อากาศร้อน ๆออกอย่างนี้ แทนที่จะให้พ่อผู้แก่ชรานั่งบนหลังลากับมานั่งเสียเอง ดูสิ ! แกนั่นแหละ ควรเป็นคนเดินไม่ใช่พ่อแก "

ลูกชายตกใจมากที่อยู่ดี ๆก็มาโดนเคาะหัวแล้วยังแถมโดนหญิงชราดุสั่งสอน เอาอย่างนั้นเข้าอีก แต่เขาก็คิดเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงชราผู้นั้น " เอ ที่จริงหญิงชราผู้นั้นก็พูดถูกน่ะพ่อ" ลูกชายว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังลาแล้วเปลี่ยนที่ให้พ่อนั่งบนหลังลาบ้าง แล้วจึงเดินทางต่อไปอีก




เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกไม่ไกลนัก ก็ได้พบกับคนเดินทางเดินสวนทางผ่านมา คนเดินทางผู้นั้นมองสองพ่อลูก แล้วพูดเปรย ๆให้ได้ยินทั้ง ๆหัวเราะว่า " โง่ชะมัดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ทั้ง ๆที่ร้อนออกอย่างนี้ มีลาอยู่ทั้งตัว ก็จะมามัวเดินจูงอยู่ทำไมก็ไม่รู้ ก็ขึ้นไปนั่งทั้งสองคนก็หมดเรื่อง ทำไมถึงโง่จริง ๆ เลย ฮ่า ๆๆๆ "

เจ้าของโรงสีและลูกชายก็เห็นด้วยตามที่คนเดิน ทางผู้นั้นพูดอีกนั่นแหละ " คนเดินทางผู้นั้นพูดก็ถูกน่ะ" ผู้พ่อ ว่า แล้วเขาก็ช่วยให้ลูกชายขึ้นมานั่งลงที่ข้างหลังของเขา แล้วทั้งสองก็เดินทางต่อ โดยขึ้นขี่หลังลาไปด้วยกัน ทั้งสองคน

 
พวกเขาเกือบไปถึงเมืองแล้ว แต่ก็ยังได้ไปพบกับผู้ชายที่เป็นชาวนาคนหนึ่งเข้า "นี่ลาของคุณหรือ" "ใช่" เจ้าของโรงสี ตอบ "เราจะเอาไปขายที่ตลาด คุณถามทำไมล่ะ" ชายชาวนาจึงตอบกลับมาว่า " ก็ในไม่ช้า เจ้าลาที่น่าสงสารนี่ คงหมดแรงลงแน่ ๆ ถ้าต้องแบกคุณสองคนไปตลอดทาง เชื่อสิ " ชายชาวนาคนนั้นตอบ " แล้วตอนนั้นใครเขาจะ อยากซื้อมัน จริงไหม เราคิดว่าถ้าพวกท่านจะช่วยแบกมันแทนล่ะก็ น่าจะดีกว่านะ "

เจ้าของโรงสีและลูกชาย มองตากันและเห็นด้วยกับชาวนาคนนั้นที่พูดทักขึ้นทันที






" นี่ก็เป็นความคิดที่ดี" เจ้าของโรงสีเอ่ย แล้วเขาก็หาไม้และเชือกมา ช่วยกันผูกลากับไว้ท่อนไม้ และหามเจ้าลา เข้าไปในเมือง ผู้คนในเมืองไม่เคยเห็นสิ่งที่ตลกเท่านี้มาก่อนเลย "ดูซิ" ชายคนหนึ่งร้อง "พวกเขาพยายามหามลา" คนในเมืองพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนน้ำตาไหล ทีนี้ก็ถึงตาเจ้าลาบ้างแล้ว ลาไม่ว่าอะไรหรอกที่ต้องถูก หามแบบนี้ แต่มันไม่ชอบให้ใครมาหัวเราะเยาะ ดังนั้นมันจึงพยศขึ้น คือมันทั้งดิ้นสะบัดตัวและทั้งเตะทั้งถีบ จนในที่สุดเชือกก็เลยขาดออก แล้วบังเอิญตรงนั้นเป็นสะพานข้ามคลองเข้าพอดี ลาเลยตกลงไปในน้ำและจมหายไปในน้ำนั้นทันที เจ้าของโรงสีและลูกชายจึงจำต้องเดินหน้าเศร้ามือปล่าว กลับบ้านอย่างช่วยไม่ได้ และต้องเสียลาไปโดยปล่าวประโยชน์

" พ่อไม่น่าพยายามจะทำให้ถูกใจทุกคนเลย" เขาบอกและถอนใจใหญ่ "ในที่สุดก็ลงเอยว่า พ่อทำไม่ถูกใจใครสักคน พ่อว่าตอนนี้พ่อเองแหละที่โง่เหมือนลา"


 


 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

       ไม่รู้จักที่จะใช้มันสมองและความคิดของตัวเอง มัวแต่อาศัยและทำตาม ความคิดของชาวบ้าน สักวันหนึ่งก็จะต้องพบกับความเสียหายอย่างสองพ่อลูกเข้าจนได้สักวัน

edit @ 23 Oct 2008 20:30:18 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

edit @ 24 Oct 2008 17:23:13 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จะทำอะไรตามใจคนทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ อยากว่าไรว่าไป
sad smile จ้า แต่ก็ควรหาความพอดี แต่คงความเป็นตัวของตัวเอง นั้นแหละดีสุด

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-23 20:54

เดจาวูอ่ะ

คือพอเราคุยกะตุ้มเป๊ะเรื่องนี้ก็มีคนส่งเรื่องนี้ให้เราพอดีนะ ><!!!
งงมากวันนี้เหอๆๆๆ
ใช้ได้ทุกยุคสมัย

#4 By wesong on 2008-10-23 22:05

เดจาวูนิดๆเหมือนกันครับ เพราะวันก่อนคิดจะเปิดประเด็นเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน sad smile

#5 By SkyKiD on 2008-10-23 22:14

โอ้
กะจะหานิทานทำงานอยู่พอดี
confused smile

#6 By U_na_ on 2008-10-23 23:15

อือ นิทานเรื่องนี้ไมได้นึกถึงมานานแล้วเหะ
แต่ก็เป็นนิทานที่ยังสอนคนได้จนถึงทุกวันนี้
ถึงแม้จะเป็นนิทานที่เก่าแล้วก็ตาม

โหวว บางทีเราเองก็ทำตามที่คนอื่นบอกอยู่เหมือนกันนะเนี่ย
สงสัยต้องสำรวจบ้างล่ะ

#7 By Shakure[シャクレ] on 2008-10-23 23:45

เหอๆ
รู้สึกตัวเองก็ใกล้เคียง
แต่ก็ไม่ทั้งหมดแฮะ >.>

#8 By Aelita~[-X-]~ on 2008-10-24 02:37

คนส่วนใหญ่ถึงได้มีเยอะก็เพราะทำตามๆกันนี่แหละ

#9 By โอ๊ะโอ๋ (58.137.97.178) on 2008-10-24 08:28

สงสารลาเนอะ

#10 By varu on 2008-10-24 08:35

ทำตามเหตุผลที่สมควรก็พอค่ะ ไม่ต้องตามใจคนทั้งโลกหรอกbig smile

#11 By V@R on 2008-10-24 09:24

ลืมไปเหมือนกันนะเนี่ยเรื่องนี้ ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค้าบopen-mounthed smile

#12 By ungtaman on 2008-10-24 09:36

ฟังคนอื่นก็ดีครับ แต่ต้องเอามาคิดก่อนตัดสินใจเองอีกครั้ง big smile

#13 By Googigg on 2008-10-24 11:42

ฟังได้ แต่ไม่ต้องทำตามเค้าหมดหรอกเน๊อะ

#14 By ยัยตูดเป็ด on 2008-10-24 12:07

มันว่าด้วยการวิพากษ์จากสังคมด้วยเหมือนกัน
เรามีหยุดยืนแน่นอน และผ่านการทดลองจนมั่นใจว่ามันถูกต้องและดีสำหรับเรา
ก็ไม่จำเป็นต้องไปฟังความเห็นจากใคร
เฮ้ย เดจาวูด้วย
อยู่ดีๆเพื่อนก็ส่ง fwd mail นิทาน เกี่ยวกับลา
แต่ไม่ใช่เรื่องนี้ sad smile

#16 By โอ๊ะโอ๋ (58.137.97.178) on 2008-10-24 14:06

ไม่เคยอ่าน version นี้เหมือนกันครับ
เคยอ่านแบบย่อๆ ทำนองว่า ทำอะไรก็ไม่ถูกใจทุกคนได้

#17 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-10-24 16:41

เอ... จำได้ว่ายังมีอีกตอนนะคะ ที่เปลี่ยนให้พ่อนั่งแทน
ก็เลยโดนด่าว่า เป็นพ่อแท้ๆไม่รู้จักเสียสละให้ลูกนั่ง



อ๋อ...นั่นน่าจะเป้นนิทานพุทธแฮะ

#18 By hikaru on 2008-11-10 01:14

จริงด้วย เราต้องมีความคิดของตนเอง อย่ามัวแต่จะทำตามเสียงคนอื่น Hot!

#19 By VVITch on 2008-11-10 20:34

อ้อ.. แต่ตอนจบเนี่ย ผมไม่เคยรู้จริงๆ นะว่ามันลงเอยแบบนี้sad smile
จริงๆ นะ..

#20 By VVITch on 2008-11-10 20:35

เหอะๆ อ่านเรื่องนี้แล้วมานั่งคิดว่าถ้าเราเป็นลูกจะตัดสินใจยังไง ก็คงไม่พ้นตามเนื้อเรื่องอยุ่ดี ปวดหัวจิงๆ ขอเอาไปลงที่เวบนะคับผม

#21 By tam (124.121.47.174) on 2008-11-17 19:42

จริงๆ แขวนป้ายว่า "ขาย" ที่ลา , ก็จบแล้ว ,
แต่ถ้าอยากไปขายที่ตลาดจริงๆ , เพราะร้อนเงิน ,
ก็ควรให้คนที่ต่อรองเก่งที่สุด ขี่ลาไปขายคนเดียวพอ ,

#22 By indy on 2008-11-26 14:25

ถ้าลายังไม่ตกน้ำ
พ่อลูกคงจะติดป้ายขายตามคุณ indy ว่าแน่เลย

#23 By pisit (115.67.147.63) on 2008-12-07 06:38

big smile ดีค่ะดี เริดค่ะเริด

#24 By maamae (161.246.1.36) on 2009-02-02 10:49

โดนเลยยยย นิทานเด็ก แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา อ่านแล้วอึ้ง ทึ่ง เสียว ไปเลย big smile

#25 By นางแบบ (117.47.139.178) on 2009-02-14 22:13

นิทานอีสปน่าจะสั้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆกว่านี้อ่ะนะ
ตามธรรมดา

#26 By Hero (118.173.224.44) on 2009-02-16 17:19

ห่วยเเตกเเถมยาวเยียดยาวอีกตางหาก

#27 By เก่ง (58.8.171.79) on 2009-03-04 16:40

confused smile

#28 By อวดดี on 2009-03-23 13:11

ยาวมาก

#29 By preor (124.121.243.208) on 2009-05-30 23:30

Hot! Hot!

#30 By Guitar cafe' on 2009-06-09 11:03

สนุกดีครับ

#31 By SAT (124.120.116.71) on 2009-06-18 14:16

#27 พวกไร้สมอง อ่านไปไม่เข้าหัว ก็อย่าอ่านเลยครับ question question question
ติ๊งต๊องแต่แจ่มดี

#33 By KINGRPG (58.8.144.176) on 2009-09-06 01:53

สนุหมากเลยที่ได้อ่านแต่ไม่รู้เรื่องนิดหนึ่ง
double wink big smile open-mounthed smile confused smile sad smile

#34 By lakpeao (113.53.54.29) on 2009-09-07 13:07

เป็นบุญตาที่ได้ดูเวอร์ชั่นเต็มของจริง ^ ^

#35 By armachieve on 2009-09-16 01:35

เหอๆๆ

#36 By papos on 2009-10-13 12:22