Google
 
ตอนเด็กเคยคิดนะว่า
โตขึ้นนายเรียนนิติ จะได้มาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายกับเรานะ
เธอเรียนหมอ เดี๋ยวจะได้มารักษาเรา
เราเรียนคอม จะได้มาซ่อมคอมให้เพื่อนๆ
บ้านเธอเป็นธุรกิจขายของ งั้นจะได้มาเป็น Supplier ให้กับเรานะ
และสุดท้ายเราก็จะรวมตัวกัน ตั้งบริษัท
เอาตัวอักษรต้นของชื่อมาเรียงกันเป็นชื่อบริษัท
แล้วเข้าตลาดหลักทรัพย์
และมีชีวิตที่ดี ไปพร้อมๆกัน เกื้อกูลกัน
---------------------------------------
จบความฝันอันแสนหวาน มาดูความเป็นจริงบ้าง
---------------------------------------------
"เออ นายทำอะไรอยู่เหรอ"
" อ้อ เรากำลังวางแผนจะเรียนต่ออยุ่ แบบว่างานตอนนี้เงินมันน้อยอ่ะ"
"เหรอ แล้ว เมื่อไหร่จะมาทำงานร่วมกับเราวะ"
"อ่อ ไม่รู้เหมือนกัน เออแต่กูว่าบริษัทนี้ดีว่ะ กูคงไม่กล้าออกมาง่ายๆหรอก"
.................................................................
.
.
.
"ไงสมศรีเป็นไงบ้าง? เนี่ยๆเราเปืดธุรกิจขายขนมอยู่นายจะซื้อไปลองกินซักชิ้นสองชิ้นมั้ย"
"อะไรว้า เพื่อนฝูง นายจะเอาของมาขายเราเหรอ? "
"ใช่สิวะ ... ทีซื้อกับ โลตัส เซเว่นแม่งชอบเสียตังให้ทุกวี่ทุกวัน ให้เพื่อนฝูงได้ตังแม่งไม่ยอม ทุเรศฟ่ะ"
.
.
.
"ไงนาย! เรียนหมอจบแล้วเป็นไงบ้าง เออวันนี้กินข้าวกันมั้ย พอดีบ้านเราขายนมอยู่ เผื่อจะได้ฝากนายขาย"
"อ๋อไม่เป็นไร พอดีร้านเรามีนมเด็กขายอยู่แล้วล่ะ ....ได้ผลตอบแทนสูงดี..! "
-----------------------------------------------------------
จบความจริงอันโหดร้าย

edit @ 5 May 2008 23:01:43 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

edit @ 5 May 2008 23:16:19 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

edit @ 5 May 2008 23:17:15 by กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

sad smile

ไม่ได้แย่เกินไปนะครับ

#1 By D û D e ` z on 2008-05-05 23:08

...เอ่อ...ชีวิตจริงกับความฝันมันช่างต่างกันเหลือเกินsad smile

#2 By มะเหมี่ยว on 2008-05-05 23:12

ความจริงอันโหดร้ายจริงๆด้วย sad smile

#3 By SkyKiD on 2008-05-05 23:14

เรื่องธรรมดาค่ะ
ต่างคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง
อย่าไปคาดหวังในตัวคนมากนักเลยค่ะsad smile

#4 By Eta on 2008-05-05 23:27

เป็นความจริง จริงๆ
ทุกสิ่งเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและเศรษฐกิจ big smile

การยืนให้มั่นคงด้วยตัวเอง น่าจะดีที่สุด surprised smile

#6 By ~ N ~ on 2008-05-05 23:47

ความจริงสะท้อนสังคมแฮะ - -

#7 By MADninja on 2008-05-05 23:49

เพิ่มเติมนิดค่ะ big smile

เคยอ่านปรัชญา ไม่แน่ใจว่าใช่ของจีนหรือเปล่านะคะ เขียนไว้ในปฏิทินหลายปีแล้วค่ะ ว่า

ธุรกิจที่เกิดจากการทำร่วมกันระหว่างเพื่อนไม่ยั่งยืน
แต่เพื่อนที่เกิดจากการทำธุรกิจยั่งยืนกว่า

เขาหมายถึงการพึ่งพาอาศัยกัน เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าน่ะค่ะ surprised smile

แต่สำหรับตัวเองคิดว่า มันเป็นไปได้ทั้งสองแบบเลยนะคะ big smile

#8 By ~ N ~ on 2008-05-05 23:51

เคยอ่านเรื่อง โรงละครโรงเล็กคิวทาโร่มาน่ะครับ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าสังคมเราเป็นแบบนี้จริงๆ

ตอนเด็กๆเหรอ ฮึเป็นเพื่อนกานตลอดปายยยยยย

โตขึ้นก็แยกกัน กูไปเรียนต่อแม่งเรียนให้ตายไปข้างแม่งงานการไม่ต้องทำไปเลย เรียนไปเป็นล้าน จบมาไม่กี่แสน ใช้แม่งสิบปีไปเลยกว่าหมดหนี้...!!! question
ถูกครับ..คนที่ซื่อสัตย์กับความฝันตัวเองนับวันยิ่งหายาก
เจอแต่พวกปากดีไปวันๆangry smile

#10 By hollow on 2008-05-06 00:02

^
^
^
เพราะว่าเป็นผู้ใหญ่ เลยรู้ความจริงของโลกมากขึ้นมั้งครับ...(และเห็นแก่ตัวมากขึ้น)

อธิบายเรื่องลบคอมเมนท์ที่ถามไว้อีกนิดครับ เพราะไม่อยากให้ปรากฏชื่อของผู้แสดงความคิดเห็นครับ ก็เลยต้องลบแล้วเอามาเซ็นเซอร์ใส่ในอีก Entry
เอ่ยยยยมันแย่ขนาดนั้นเลยเรอะ
ป้าว่าชีวิตจริงมันก็มีทั้งแบบข้างบน
กับแบบที่พึ่งพาอาศัยกันได้อยู่นา

#12 By CanineGirl on 2008-05-06 00:14

ความจริงมันโหดร้ายจริงๆค่ะ

เจอมาแล้ว เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดเนี่ย

ปล.แต่เหลี่ยมหักไปซะได้ก็ดีconfused smile
บางเหตุผลก็เกิดจากความเห็นแก่ตัวที่เพิ่มขึ้น
บางเหตุผลก็เกิดจากความคิดอ่านที่กว้างขวางขึ้น

อันนี้ตอบยากครับ เพราะเวลาเปลี่ยน เงื่อนไขก็เปลี่ยน

#14 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-05-06 18:41

บางที ก็เป็นเพราะ เราถูกสื่อรอบตัว คนรอบตัวต่างๆ ป้อนข้อมูลฝังหัวว่า "การล่าฝันเป็นสิ่งดี" หรือ "ผู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อความฝันเป็นสิ่งประเสริฐ" อยู่ก็ได้

ถึงได้คาดหวังอะไรๆ มาก
และพอยึดมั่นในฝันอย่างเดียว
คนที่ยึดมั่นในฝันจนต้องโกรธทุกคนที่ไม่มาเป็นทางเดินไปสู่ฝันของตัวเอง
เขานั้นก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปเหมือนกัน

อันที่จริงคำว่า "เห็นแก่ตัว" ก็เป็นคำที่ใช้ผิดๆ เข้าใจความหมายกันผิดๆ อยู่ทั่วไป
และโดนปลูกฝันกันว่า "เห็นแก่ตัวคือเรื่องชั่วร้าย"

ทั้งที่แต่ละคน ไม่เคยหันมาดูตัวเองเลยว่า ที่ตัวเองดีใจ ที่ตัวเองโกรธ , ที่สุข ที่ทุกข์ ในเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
มันก็มาจากความ "เห็นแก่ตัวในตัวกูของกู" ทั้งสิ้น

สรุป
ลองสลับบริบท ของตัวเองในเหตุการณ์ใดๆดูก่อนจะไปสรุปว่าใครชั่ว
เพื่อป้องกันการเป็นคน double standard โดยไม่รู้ตัว
(ทำนองว่า "ข้าทำแบบนี้กับเอ็งเป็นเรื่องปกติ แต่ เอ็งทำแบบเดียวกันนี้กับข้าถือว่าเอ็งเลว" )

ปล. การ์ตูนญี่ปุ่นนี่ตัวดี ปลูกฝังอะไรๆ ในลักษณะเป็นความเห็นผิดในธรรมชาติ
แล้วทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องประเสริฐ แล้วเราๆก็รับเข้าไปในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว

#15 By Detonator on 2008-05-07 10:08

ขอเสริม #8

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า
เวลาเราไปทำธุรกิจกับคนอื่นๆ เราไม่ได้พกพา "ความคาดหวังอันสูงส่ง" ไปใช้กับคนนั้นๆด้วย
ทำให้เรามองสิ่งตรงหน้า ตรงตามความเป็นจริง ตรงตามธรรมชาติ
เขาจะยอมร่วมธุรกิจ หรือ ไม่ยอมร่วม เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะมองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของเขา

แต่เมื่อเราไปทำธุรกิจกับคนที่รู้จักกันมาก่อนนานแล้ว หรือเป็นเพื่อนกัน
เราจะเอา "ความคาดหวังอังสูงส่ง" ไปใช้มองคนๆนั้น
หวังว่าเขาจะดีกับเราทุกอย่าง
เมื่อเขาปฏิเสธแม้เพียงเล็กน้อย เราก็โกรธมากเท่ากับความคาดหวังที่พกพาไป
โดยไม่เห็นว่าเขาเป็นมนุษย์ ไม่เห็นว่าเขามีสิทธิเสรีภาพ เพราะเห็นว่าเขาเป็น "ของๆตน, เพื่อนของตู"
(นิยามคนดี ในทางจิตวิทยาถือว่า "คนดีคือคนที่ถูกใช้งานได้" ทุกๆคนถือนิยามนี้ในส่วนลึกๆแต่เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับตรงๆได้ ต้องใช้ defense mechanism กดเอาไว้ หลอกตัวเองเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ในสายตาของตัวเอง)

#16 By Detonator on 2008-05-07 10:15

ถึงได้บอกไงว่าตวามจริงมันโหดร้าย